Diary

เพื่อน..

posted on 24 Apr 2012 23:38 by venus-  in Diary
 
 
สำหรับเราแล้ว.. ตัวเราไม่เคยคิดว่า เราจะได้เจอเพื่อนแท้จากโลกอินเตอร์เน็ต..
 
ทุกอย่าง เราเชื่อว่า มันมาจากพรหมลิขิตจริงๆ คนมีตั้งเป็นร้อยเป็นพันให้เรารู้จัก ยิ่งในโลกของอินเทอร์เน็ตยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เราสามารถตัดคนๆนั้นออกไปจากชีวิตเราง่ายๆ เพียงแค่เราไม่สนใจที่จะคุยกับเค้าต่อ และเราจะเข้าไปคุยหรืออยากจะทำความรู้จักใคร เราก็ทำมันได้ง่ายๆ โดยการที่ไปทักและพูดคุยกับเค้าอยู่บ่อยๆ
 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้พบเจอกับ เอ๋ ฝ้าย มิน เพื่อนรักนี้.. มากจากวงไอดอลผู้ชายญี่ปุ่นค่ายจอห์นนี่ ที่ชื่อว่า Hey!Say!JUMP
 
แน่นอนว่าเราไม่มีพื้นเพที่ชอบภาษาญี่ปุ่น และเราก็รู้จักไอดอลกลุ่มนี้มานานแล้วด้วยตั้งแต่สมัยมอต้น แต่เราไม่ได้สนใจ ไม่ใช่ว่าเฉยๆ แต่ถึงขั้นที่ไม่ชอบเลย
 
จนถึงตอนนี้แล้ว เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เรารักวงนี้..
 
และJUMPก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิต ในโลกไซเบอร์ที่หลายๆคนในยุคนี้ได้สัมผัสกับมันกัน..
 
จุดเริ่มต้นที่เราชอบจั้มพ์นั้นไม่สวยงาม และไม่น่าประทับใจมากเสียจนเราอยากจะเลิกตามจั้มพ์ เลิกชอบจั้มพ์ เพราะตัวเราในตอนนั้นโทษจั้มพ์ที่ทำให้เราต้องมาเจอกับเรื่องราวที่เลวร้ายขนาดนี้
 
ถ้าตัวเราในตอนนั้น ยอมพ่ายแพ้กับมัน และไม่ยืนหยัดขึ้นสู้ต่อ ตัวเราก็คงจะไม่เป็นอย่างทุกๆวันนี้
 
จากคนที่ไม่รู้ญี่ปุ่นเลย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง สอบตกอีกด้วยต่างหาก เราก็ค่อยพยายามมาด้วยตัวของเราเอง
 
ทั้งๆที่่ก่อนหน้านี้เราก็ชอบศิลปินวงอื่น แต่ไม่รู้ทำไม เราถึงได้พยายามกับJUMPจังเลย พยายามอยากที่จะรู้ว่าพวกเค้าพูดคุยอะไรกัน
 
เราจึงตัดสินใจเริ่มแปลเกี่ยวกับจั้มพ์ในวันที่7 กุมภาพันธ์ ปี 2554 .. เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองแปลจริงๆจังเกี่ยวกับจั้มพ์ และจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรา..
 
เรามีเพื่อนคนนึง ที่เคยทำบ้านด้วยกันเรา เราคิดว่าหลายๆคนที่ติดตามบล็อกเรา หรือมาส่องบล็อกส่วนตัวของเรา ต้องรู้จักคนๆนั้นอย่างแน่นอน.. ใช่แล้ว คนๆนั้นเป็นคนที่เราสนิทด้วยมาก เป็นคนที่เราไว้ใจ และพูดคุยอย่างเปิดอกในทุกๆเรื่อง และเราก็เป็นคนเสนอให้มาทำเกี่ยวกับจั้มพ์ด้วย
 
เราไม่รู้ว่าตอนนี้คนๆนั้นจะรู้สึกยังไงกับจั้มพ์จริงๆกันแน่ แต่ทุกๆอย่างที่เราคิดเกี่ยวกับจั้มพ์ที่เราได้บอกเค้าในตอนนั้น และความรู้สึกของเราที่มีต่อเค้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 
ถึงจะรู้ว่า เราเขียนแบบนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ก็ตาม เราจึงจะค่อยๆพยายามลืมเรื่องราวของเพื่อนคนนั้นทีละนิดๆ เหลือเอาไว้แต่ความทรงจำดีๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราได้มีร่วมกัน
 
ที่อย่างน้อย เราก็รักจั้มพ์ และเคยทำอะไรเพื่อจั้มพ์ด้วยกันมา
 
ในวันที่เราต้องอดทนอะไรหลายๆอย่าง ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจจริงๆถ้าไม่เคยมาคุยกับเรา ก็จะคิดว่าเราเป็นฝ่ายกระทำ แต่ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เราไม่อยากพูดอะไร เพราะเราพูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เราพูดอยู่ดี ในวันนั้น เราตัดสินใจเลือกที่จะทำแบบนั้น ตัดเพื่อนคนนั้น บล็อกเพื่อนคนนั้นออกไป มันไม่ได้รู้สึกดีเลยที่ทำแบบนั้น แต่การที่มารู้ว่า คนๆนั้นทำอะไรกับเราเอาไว้ก่อนบ้างตอนที่ยังคุยกับเราอยู่ มันก็เจ็บปวดมากเหลือเกิน
 
เราขอไม่รับรู้อะไรดีกว่า เราจึงเอ่ยคำว่า 'ลาก่อน'กับเพื่อนคนนั้นไป.. และเราก็ไม่ได้เอาเรื่องของคนนั้นไปพูดให้ใครฟังไม่ดี ไม่ว่าใครจะมาถามว่าทำไมเราถึงไม่ทำกับเพื่อนคนนี้ต่อ เราจะตอบกลับไปด้วยคำพูดเดิมเสมอๆ คาดว่าหลายๆคนที่ได้เคยมาลองถามเรา หรือคุยกับเราน่าจะรู้ดี
 
เราจะขอไม่พูดถึงเรื่องราวความหลังดีกว่าเนาะ.. แต่เพราะเราเลือกตัดสินใจที่จะทำแบบนั้นลงไป.. เราเลยกลับมาอยู่ตัวคนเดียว..
 
ในตอนนั้นที่เราตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป.. เราไม่เหลือใครเลย.. และเราคิดว่า เราก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไป ขนาดเพื่อนสมัยมัธยมที่เราเชื่อใจ ว่าจะอยู่ข้างเรา ก็ยังเชื่อฟัง และลบเพื่อนเราออกไป..
 
อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้วสินะ..
 
พอคิดแบบนั้นออกมา มันก็รู้สึกเสียใจ แต่มันก็ร้องไห้ไม่ออก สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือ ก้าวต่อไป ในเมื่อเราตัดสินใจที่จะทำแบบนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากที่เราจะต้องมุ่งไปข้างหน้า
 
ในตอนนั้นเรานั่งอยู่ตรงหน้าภาพจั้มพ์...
 
เรานั่งมองอยู่นาน หลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิตของเราจนไม่สามารถบรรยายได้ เมื่อเราได้มารู้จักไอดอลวงนี้ ทั้งคนที่หวังดีและหวังร้ายกับเรา
 
ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำยังไง สิ่งแรกที่เรานึกออกก็คือ เปิดคลิปจั้มพ์ และแมคขึ้นมาแปล..
 
และพอได้ฟังเพลงจั้มพ์ มันก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
 
ในตอนนั้นเรารู้สึกสับสน ว่าเรารู้สึกควรจะขอบคุณที่จะมาเจอวงนี้ หรือเสียใจดี ที่ทำให้เราต้องมาเจอกับอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกเราตั้งแต่ต้นแบบนี้..
 
วันแรกที่เราเริ่มตามจั้มพ์จริงๆคือวันที่ 04/08/2552
 
ไม่น่าเชื่อว่า เกือบจะสี่ปีแล้ว ที่เรามีจั้มพ์เข้ามาในชีวิต.. เหมือนเวลามันผ่านไปแปปเดียวเลย..
 
อาจจะดูเหมือนเป็นคำพูดที่สวยหรู แม้ว่าจั้มพ์จะไม่ได้เสียงเพราะอะไรมากเหมือนวงอื่นๆ แต่เรารู้สึกได้ว่า เค้าร้องออกมาจากใจ และเรารู้สึกร่าเริงมีความสุขที่ได้ฟังเพลงของจั้มพ์..
 
และในช่วงที่เราเศร้า เราได้อัพสถานะอะไรที่มันห่อเหี่ยวจิตใจลงไปเยอะมากๆ ด้วยอารมณ์ที่เนือยกับชีวิต..
 
แต่ก่อนเราจะชอบออนเอ็ม เราจะอัพสถานะของเราตามความรู้สึกตอนนั้นไปเรื่อยเปื่อย ก็ไม่เห็นจะมีใครมาสนใจ มีแต่คนแอ้ดมาหา แล้วก็มาชวนคุยผ่านๆ ทุกคนมักจะคิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เรื่องของตัวเอง กันทั้งนั้น
 
เราจึงคิดว่า เราคงจะไม่ได้เจออีกแล้วมั้ง เพื่อนแท้ในโลกไซเบอร์
 
จนกระทั่งวันนึง มีคนๆนึง ที่รู้จักกันมาผ่านเพื่อนอีกคนนึงในเอ็ม จู่ๆก็เข้ามาทักว่า
 
"วีนัส เป็นอะไรหรอ?"
 
และเราก็ตอบไปว่าไม่เป็นไรหรอกนะ และคนๆนั้นก็บอกกับเราว่า "อยากให้เรายิ้มได้"
 
คนๆนั้นชื่อว่า 'เอ๋'
 
 
 
ไม่รู้เป็นยังไงมายังไง เราคุยด้วยกันเป็นประจำ และก็คือคำพูดเดิมๆที่เอ๋มักจะบอกเค้าอยู่บ่อยๆว่า อยากให้วีนัสยิ้มได้นะ เราไม่อยากให้วีนัสเศร้า
 
ทั้งๆที่ก็มีคนพูดแบบนี้กับเราเยอะแยะในโลกไซเบอร์ แต่ไม่รู้ทำไม เราถึงรู้สึกประทับใจในคำพูดของคนๆนี้มากๆ และรู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงๆ
 
และในวันที่เราเจอเอ๋ เราคุยเรื่องจั้มพื และเราก็หัวเราะ ที่เราได้เจอเอ๋ที่ชอบยูโตะ รักจั้มพ์เหมือนกับเรา
 
พอตอนใกล้ๆจะกลับเอ๋ก็ยิ้มและบอกว่า ดีใจจังนะที่เห็นวีนัสยิ้มได้
 
ก็ไม่รู้ว่าทำไม แค่ได้ยินคำพูดแค่นั้น เราก็รู้สึกนํ้าตาจะไหล
 
มีคนให้ความสำคัญกับเราขนาดนี้เลยหรอ มีคนสนใจเราด้วยหรอว่าเราจะเป็นยังไง ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยสนิทหรือชวนเค้าคุยเลย ทำไมคนๆนี้ถึงคิดแบบนั้นกันนะ..
 
เอ๋บอกว่า เอ๋ไม่เคยมีเพื่อนที่รักหรือตามจั้มพ์ ตามญี่ปุ่นในสิ่งที่เอ๋ชอบเลยสักคน และคนรอบตัวเองมักจะบอกว่าเอ๋บ้า ที่ชอบยูโตะ เพ้อมากกว่า
 
และเค้าก็พูดไปตอนที่เจอเอ๋ว่า ถึงเค้าจะพึ่งรู้จักเอ๋นะ แต่เอ๋น่ะ รักยูโตะมากๆเลย เค้ารู้สึกแบบนั้น
 
และเค้าก็ไม่เชื่อว่าเอ๋จะดีใจกับคำพูดของเราคำนั้น แต่เพราะเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เราถึงได้พูดออกไปแบบนั้น บางที การรักหรือชอบไอดอล มันไม่จำเป็นต้องพูดต้องสาธยายออกมาว่าเราตามเค้าเมื่อไหร่ รักมากแค่ไหน
 
เพราะเราเชื่อว่า ทุกๆคนก็รักไอดอลของตัวเองกันทั้งนั้น ความรักไม่มีรูปแบบ และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
 
และในตอนนั้น เราก็นัดเจอเอ๋บ่อยๆ และให้ภาพโปสเตอร์ไปเรื่อยๆเกี่ยวกับจั้มพ์ เอ๋ดีใจมากๆ ที่เราให้และเอ๋ก็ร้องไห้ออกมา ที่เราให้ของเกี่ยวกับจั้มพ์..
 
เราดีใจมากเหมือนกันที่ได้ให้เอ๋ เรามีความสุขที่เราได้คุยกันในสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน รักเหมือนกัน และทุ่มเทกับมันเหมือนกัน และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามาเจอกันด้วย
 
วันที่เรารู้ว่าเพื่อนคนนั้นไปแล้วโดยที่ไม่ได้บอกอะไรเราตามคำสัญญาที่ได้ให้เอาไว้ และเอ๋มาบอกเรา เราพูดอะไรไม่ออก เอ๋บอกกับเราว่า "ถ้าตัวเองอยากร้องไห้ ร้องออกมาเถอะนะ แล้วตัวเองจะสบายใจ"
 
เราก็ออกไปยืนร้องไห้อยู่ข้างนอกหลายชั่วโมง ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับเพื่อนคนนั้นมันก็หลั่งไหลออกมา เราไม่อยากทำแบบนั้นเลย แต่ทุกอย่างมันไปไกลเกินกู่ที่จะกลับ เพราะแบบนั้นที่เราทำแบบนั้น เราจึงไม่คิดที่จะทำร้ายเพื่อนคนนี้โดยการที่ทำให้คนที่ไม่รู้จักต้องมาเกลียดเพื่อนคนนั้น
 
เราขอให้เพื่อนคนนั้นเจอแต่สิ่งที่ดีๆ ..
 
และทุกคืนก่อนหน้าที่เราจะรู้ความจริงตรงนี้เราตื่นมาทีไรนํ้าตาจะไหลเสมอ.. ไม่รู้ทำไม แต่เราแค่รู้สึกว่า เราเสียใจ..
 
เพราะความเสียใจตรงนั้นเราเลยไม่คิดที่จะทำให้คนอื่นๆต้องเกลียดเพื่อนคนนี้ แต่เราไม่รู้หรอกนะว่าเพื่อนคนนั้นคิดเหมือนเราหรือเปล่า
 
หลังจากวันที่เราได้ร้องไห้ให้เพื่อนคนนี้อย่างหนักเราก็ไม่ร้องไห้ให้เพื่อนคนนี้อีกเลย..
 
และเอ๋ก็ได้บอกกับเราว่า "สักวันนึง โอกาสจะต้องมาหาตัวเองนะ เชื่อเค้า เหมือนกับที่เราได้เจอกัน"
 
จากที่เราไม่มีหนทางว่าจะได้ไปญี่ปุ่น ประมาณช่วงเดือนสิบเอ็ด ปีที่แล้ว เซนเซได้มาชวนเราไปญี่ปุ่น มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ เราบอกเอ๋คนแรก และเอ๋ก็บอกเราว่า เห็นมั้ย เค้าบอกตัวเองแล้วว่าโอกาสมันจะต้องมาหาเรา ตัวเองคว้ามันเอาไว้แล้วทำมันให้สำเร็จนะ เค้าจะอยู่เคียงข้างตัวเองอยู่ตรงนี้
 
ตัวเราก็รู้สึกรู้ซึ้ง ตอนที่เราเจอปัญหา ที่เข้ามาในชีวิต และโทรไปร้องไห้กับเอ๋ ไม่ว่าจะกี่โมง ไม่ว่าเอ๋จะอยู่ที่ไหน เอ๋ก็พร้อมที่จะรับฟังเราเสมอ.. เราโทรไปร้องไห้หาเอ๋บ่อยมากๆ เรื่องที่เราไปบังเอิญอ่านเจอคนที่ตามเราด่าเรา หรือคนที่มาต่อว่าเราแรงๆ มันหยุดคิดไม่ได้แล้วก็จะเครียด จนจะร้องไห้ออกมา
 
เอ๋ก็นั่งรับฟังเรา และเป็นกำลังใจให้เราเสมอมา.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เอ๋มักจะทำให้เรายิ้มได้เสมอจริงๆ ทุกอย่างที่เป็นชี่ เอ๋รู้ว่าเราชอบ เอ๋จะให้เราหมดทุกอย่าง ตอนนี้บ้านเราจึงมีโปสเตอร์ชี่อุ่นหนาฝาคั่งเต็มบ้านไปหมด ฮ่าๆๆ
 
จนสักพัก เราได้รู้จักกับมิน เรื่องบังเอิญอีกเช่นเคย ว่ามินนั้นเป็นแฟนฟิคของเรา และตามซื้อหนังสือฟิคที่เราขายด้วย มีเบอร์พร้อมเสร็จสรรพด้วยอีกต่างหาก ฮ่าๆ ไม่เคยคุยกันมากมาย แต่มีเฟซของกันและกัน
 
แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยมาก เพราะมินอายุน้อยกว่าเราหนึ่งปี และมินก็เรียกเราว่าพี่มาตลอด จนกระทั่งวันนึง เราเห็นมินอัพสถานะเศร้าๆ เราก็เลยเข้าไปทักเข้าไปคุย เข้าไปให้กำลังใจและจู่ๆมินก็เข้ามาขอทำบ้านด้วย
 
และเราก็ดีใจมากที่มีคนสนใจบ้านเรา และอยากจะทำด้วยมากขนาดนี้ เราก็ดีใจมากเลย และก็ต้อนรับดีมาก และจากนั้นเราก็สนิทกันมาเรื่อยๆ จนมาเจอฝ้ายเมื่อสิ้นปีที่แล้ว จริงๆแล้วเรารู้จักฝ้ายตั้งแต่มอต้น เพราะเราชอบโบอาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากเท่าไหร่ ฝ้ายเป็นคนที่เรียนเก่งมาก และมีความรู้รอบด้านมากๆ และเป็นพี่เราด้วย เราก็เลยรู้สึกเกร็งๆตลอดเวลาเลยที่คุย
 
แล้วในที่สุดวันนึงเราก็ขอเรียกฝ้ายเฉยๆ โดยไม่มีพี่ ฝ้ายโอเคเราก้เรียกมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย
 
จนถึงตอนนี้แล้ว มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งสุข ทุกข์ เศร้า เราก้อยู่เคียงข้างกันมาเสมอ เราอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมินเอ๋ฝ้ายให้มากกว่านี้ ไว้ถ้าเรามีเวลาว่างที่ญี่ปุ่นเราจะมาเขียนต่อ..
 
เพราะมีทั้งสามคนนี้อยู่เคียงข้าง เราถึงได้เข้มแข็งได้ และมีกำลังใจที่สู้ต่อไปได้ เวลาที่เราเศร้า ทุกคนจะโทรมาหา และอยู่คุยเป็นเพื่อน รับฟังคุยกันเกือบถึงเช้าก็มี
 
วันนี้เราไปเจอมินเอ๋ฝ้ายมา และสามคนนี้ก็เช่นเคย วางแผนกันทำของเซอร์ไพรส์เค้าอีกแล้ว เค้าก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอนอยู่บ้าน ตื่นสายอีกต่างหาก ฮ่าๆๆ
 
ของที่ทั้งสามคนให้ เป็นของที่ทั้งสามคนอยากให้เรานำไปที่ญี่ปุ่นด้วย
 
เราอ่านแล้วก็นํ้าตาไหลพราก ฮือ ไม่คิดว่าจะมีคนทำอะไรให้ขนาดนี้จริงๆT^T;;
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ทุกสิ่งทุกอย่างมันบอกอะไรออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรารักเพื่อนๆทั้งสามคนมากจริงๆ
 
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะ..
 
เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถในประเทศที่เราอยากไปที่สุด ครั้งแรกของเรา
 
ประเทศญี่ปุ่น...
 

เป้าหมาย

posted on 23 Apr 2012 13:48 by venus-  in Diary
 
 
ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะได้ไปญี่ปุ่นแล้ว..
 
ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ออกนอกประเทศครั้งแรก เป็นประเทศแรกที่เรียนภาษาแล้วตั้งใจขนาดนี้..
 
ยังไงอ่ะ ตอนนี้มันก็รู้สึกว่า เราจะอยู่ไทยต่ออยู่ดี ทั้งๆอีกไม่กี่วันนี้จะไปแล้ว แต่ยังรู้สึก เค้าเรียกว่าน่าจะเหลือเชื่อมากกว่าเนาะ
 
ปลายปีที่แล้ว เราเสียใจ เราอยากไปญี่ปุ่น และเอ๋ก็ได้ให้กำลังใจเราไว้ว่า สักวันนึง มันจะต้องเป็นวันของเรานะ วันที่โอกาสจะมาหาเราน่ะ มันอาจจะมาโดยไม่รู้ตัว พอตัวเองมีโอกาสแล้ว คว้ามันเอาไว้ให้ได้เลยนะ
 
เชือมั้ยว่าหลังจากวันนั้นไม่กี่วัน เซนเซก็มาถามเค้าเรื่องไปญี่ปุ่น..
 
มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก ที่ความฝันเราจะเป็นจริง...
 
เป็นเหตุผลอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้มาสนใจศึกษาภาษาญ๊่ปุ่น ทั้งๆที่ตอนแรกก็ไม่ได้ชอบ และเหตุผลนั้นก็ไม่ได้มาจากจั้มพ์ตั้งแต่แรกเลย แต่พอได้มาทำตรงนี้ ได้มาแปล มันก็รู้สึกว่า เรามีความสุขจริงๆที่ได้ทำมัน
 
มีความสุขมากๆ จนถึงขั้นที่ว่า วันไหนที่เราไม่ได้แปลหรือทำซับ เราจะรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตวันนั้นไปอย่างไร้ค่า
 
กลายเป็นรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว..
 
แล้วสามเดือนแรกที่เราไปอยู่ เราอาจจะไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ตเลย พอเราฟังจากเซนเซ เราอยากร้องไห้มากเลย เราไม่ได้คิดอะไรเลย คือเราอยากแปลเท่านั้นเอง ขอสักวันสองวัน หรือให้เราได้ซื้อแมคของจอห์นนี่มานั่งแปล แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว
 
ถึงจะรู้ว่า มีคนที่เกลียดเรา แต่ก็ตามในสิ่งที่เราทำ ทั้งๆที่ปากก็ว่าแต่ตามเงียบๆอยู่ก็จริง แต่ก่อนเราเคยนึกโมโห แต่ตอนนี้ก็เฉยๆแล้วล่ะ เพราะว่าเราไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ เรามองไปถึงอนาคต
 
และในตอนนี้จั้มพ์ก็คือครูสอนภาษาญี่ปุ่นของเรา ที่จะทำให้เราฮึดที่จะไปหาที่มาของคำๆนั้น และทำให้เราได้อะไรหลายๆอย่างจากจั้มพ์
 
เราก็ตามไอดอลศิลปินวงอื่นมาก็เยอะ แต่ไม่เคยมีวงไหนที่รู้สึกอยากแปล อยากรู้ภาษาของวงนั้นๆเท่าจั้มพ์เลย
 
เราก็เหมือนคนอื่นๆแหละ แฟนจั้มพ์ ก็รักจั้มพ์เหมือนแฟนจั้มพ์ทั่วๆไป และเราก็เป็นแค่คนๆนึง ที่อยากจะให้แฟนจั้มพ์คนอื่นๆรู้ถึงความน่ารักของจั้มพ์ และตามจั้มพ์ สนับสนุนจั้มพ์มากขึ้นก็เท่านั้นเอง
 
จริงๆนะ วันก่อนเราเครียดในหลายๆเรื่อง พอแมคกาซีนที่จั้มพ์ออก เมียวโจ กับโปโปโละพี่จีนปล่อยออกมา มันก็รู้สึกเหมือนได้รับกำลังใจขึ้นมา ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่แมคกาซีน แต่เราก็รู้สึกดีใจมากๆแล้ว
 
นั่งอ่านแมคใหม่ๆไปก็นั่งหัวเราะไป อ่อ จั้มพ์เป็นแบบนี้นี่เอง ครอบครัวจั้มพ์เป็นแบบนี้ เมมเบอร์ในวงเป็นแบบนี้นี่เอง
 
บางที เรารู้สึกทุกข์ใจ ก็ได้จั้มพ์นี่แหละที่ทำให้รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาจริงๆ และหัวเราะออกมาได้จริงๆ
 
เราคิดว่า แฟนจั้มพ์จริงๆ คงจะรู้ซึ้งถึงคำพูดของยามะจังเลยก็ได้ คำพูดที่ว่า
(แคปมาจาก ซับที่พึ่งทำเสร็จตะกี้นี้ กำลังอัพโหลดอยู่)
 
 
 
ยามะจังมักจะเน้นคำพูดนี้อยู่บ่อยๆ จนเราจำได้ขึ้นใจ แต่พอคิดดูดีๆแล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
 
ทำให้เราหัวเราะและยิ้มได้จริงๆนะ..
 
อย่างเช่นเมื่อวานนี้ เราไปนั่งเปิดอ่านแมคเก่าๆ แล้วไปเจออันนึง ไดจังกับยามะจัง เล่นปารองเท้าสลิปเปอร์ใส่กัน โดยมีโตะเป็นกรรมการ แล้วเล่นกันอย่างเอาจริงเอาจังมากในห้องแต่งตัว แถมพยายามไม่ทำให้ผมยุ่งโดยการหลบรองเท้าสลิปเปอร์อีก
 
มันมีหลายๆอย่างที่อ่านแล้วมันฮา มันน่ารัก มันออกมาจากนิสัยของจั้มพ์จริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างมันขึ้นมาให้ตัวเองดูดี
 
โดยเฉพาะไดจังเลย ฮ่าๆๆ พอพูดถึงไดจังแล้วรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ ไดจังดูเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดี บางทีก็ทำตัวจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็แบบเด็กๆอยู่ดี พอดีเราซื้อแมคดูเอตมาอันที่ได้อัพลงบล็อกนี่แหละ มีหัวข้อว่า ช่วงเวลาไหนที่คุณคิดว่าคุณยังเป็นเด็กอยู่
 
ไดจังบอก ผมไม่ค่อยชอบกินของขมๆนะ ช่วงนี้ผมเริ่มดื่มกาแฟได้แล้วผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้างแล้ว ที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ ผมคิดว่า เวลาที่ผมผ่านร้าน gachagacha(คล้ายๆกับที่หยอดเหรียญแล้วหมุนเอาของแถม ของเล่นที่เราอยากได้ลงมา) แล้วรู้สึกตื่นเต้นอยากเล่นมันล่ะมั้ง
 
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ขนาดได้พูดได้เขียนถึงเรายังรู้สึกดีเลย^-^v
 
ดีใจจังที่ได้มารู้จักจั้มพ์
 
เอาล่ะ.. ตกลง เขียนบล็อกจะอัพถึงเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย(._.) นอกเรื่องตัลหลอดดดดดดดดดดดดดดด~
 
ช่วงนี้ติดสิบโทเคโรโระ =.=
 
เลยทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ทำซับจั้มพ์ปาร์ตี้ไม่บรรลุสักที
 
มันอยากดูต่อ ฮ่าๆๆ
 
จั้มพ์ปาร์ตี้อันนี้เราขอทำคนเดียว เพราะอยากจะให้เป็นไฟล์สุดท้ายก่อนที่เราจะไปญี่ปุ่น
 
ใช้เวลาแปลหฤโหดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
แค่แปลแกะฟังที่จั้มพ์พูดจากในคลิปอย่างเดียวก็ใช้เวลาสามวัน และก็ฝังอีกสองวัน ไอ้ฝังนี่ รีบฝังแบบติดจรวดมาก และก็ไม่ได้แก้บางอัน เพราะไม่มีเวลาแล้ว ถ้ามัวแต่แก้ ไฟล์ก็จะอัพไม่เสร็จก่อนไปToT
 
ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงอัพโหลด โฮกกก
 
ช่องตัวอักษรทั้งหมดที่เราใช้ในจั้มพ์ปาร์ตี้ เยอะดีแฮะ-.-
 
 
ทั้งๆที่ยันๆจั้มพ์มีแค่ สี่สิบสองนาที แต่ใช้ช่องเกือบเท่ากับซัมแมรี่ที่ทั้งคอนฯเกือบสองชั่วโมงเลย
 
ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเราเองผ่านมันมาได้ยังไง เพราะจั้มพ์แรปกันไวมากๆๆ แล้วสำนวนสุภาษิตก็เยอะมากๆด้วย แต่แค่รู้สึกว่า อยากแปล ต้องทำให้ได้ ต้องหาให้ละเอียด ให้ถึงที่สุด เพื่อจะได้ไม่รู้สึกเสียดายที่เราไม่ได้พยายามทำมันให้เต็มที่อย่างมากพอ
 
สุภาษิตเราได้ถามเซนเซถึงที่มาอย่างละเอียด และเซนเซก็เยี่ยมยอดมาก ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้ง่ายๆเพราะบางสุภาษิตมันยากมากกก ก็เลยต้องมานั่งแปลจากญี่ปุ่นอีกที ขี้แตกเลย เยอะมากกกก
 
 
สรุปก็คือ ถึงจะรู้สึกว่ามันเยอะมาก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มาแปลตรงนี้ เพราะได้ความรู้เยอะมากจริงๆ ตอนนี้สุภาษิตไหลเวียนอยู่ในหัวแล้ว @_@
 
 
ตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวที่จะไปญี่ปุ่นแล้ว
 
แพคกระเป๋าเสร็จแล้ว ของเยอะมาก กำลังคิดกับป๊าอยู่อีกทีว่า จะเอายังไงต่อไปดี.. จะเอาอะไรออกบ้าง ฮ่าๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย กลัวขากลับไม่มีที่ใส่ของเก็บ เพราะจะซื้อของกลับมาเยอะ แม้จะไม่มีตังก็ตาม ฮ่าๆๆๆ แต่จั้มเต็มกระเป๋าแน่ แอร๊กกก
 
 
 
วันนี้จะไปเจอเพื่อนสมัยมอต้น วันพรุ่งนี้จะไปเจอมินเอ๋ฝ้าย เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะไปญี่ปุ่นแย้ว โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก T[]T;; จะได้ไปจริงหรอเนี่ยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราจะได้ไปกับเค้าด้วย ฮื้อออ
 
 

 

ย้อมสีผม

posted on 16 Apr 2012 18:46 by venus-  in Diary
 
 
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง=__=;;
 
หรือเพราะยังไม่ได้ออกนอกบ้านก็เลยไม่รู้ว่าสีที่ย้อมมาออกมาดีมั้ย ให้ป๊าย้อมให้ วุ่นวายมากก =[]=;;
 
เพราะที่ย้อมครั้งสุดท้ายก็เมื่อสี่ห้าเดือนที่แล้วนู่น น่าจะเกินกว่านี้ด้วย
 
สีผมมันก็เริ่มหลุดบ้างแล้ว วันก่อนก็เลยไปหาซื้อนํ้ายาย้อมผมมา
 
 
 
 
 
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย=[]=;;
 
 
 
 
วันนี้ระหว่างที่กำลังแปลซับอยู่ เข้าไปในแฟนเพจ All About Hey!Say!JUMP แล้วตกใจ
 

 
 
 
เมื่อวานจำได้ว่า มันยัง205คนพูดถึงสิ่งนี้อยู่เลย วันนี้ทำไมเพิ่มขึ้นแบบพรวดพราดขนาดนี้ง่ะ=[]=;; แถมภายในสามวัน มีคนกดถูกใจแฟนเพจเกินสามสิบคนอัพ แล้วในตอนนี้ก็ยังคงทยอยมากดกันเรื่อยๆ เรายังงงเลย เพราะเราไม่ได้เอาไปโปรโมตที่ไหนนอกจากลงซับไทยในSiamzone
 
แถมยอดการคลิกเข้าบ้านก็พุ่งเข้าไป2พันคลิกต่อวัน เฉลี่ยเดือนนึงก็สี่หมื่นคลิกO{}O!! มาจากไหนง้ะ ตกใจมากก โฮก แถมที่น่าตกใจกว่าก็คือไปดูยอดคนเปิดแฟนเพจ ต่อว่า7พันครั้ง =[]=;; มีพารากราฟขึ้นเป็นวันๆ เป็นเวลา เป็นเรื่องเป็นราวเลย ฝ้ายพึ่งมาบอกเราเมื่อวานเอง
 
พูดถึงแล้ว วันนี้ไปดูเว็บพี่จีนลงข่าวของอุมิกะพอดีเลย
 
อุมิกะพึ่งจัดงานแจกลายเซ็นต์โฟโต้บุคที่มีถ่ายที่ไทยไปเมื่อวานนี้เอง
 
น่ารักมากกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก
 
 
 
อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย น่ารักอ้ะน่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก>O<!!!!!
 
มีมิรัย แล้วก็อุมิกะสองคน ที่เราตั้งเป้าหมายว่าจะหาซื้อPBตอนที่ไปอยู่ที่ญี่ปุ่น -..- อยากได้มาก แล้วสองคนนี้ดันเป็นครบรอบสองปีที่ไม่ได้ถ่ายPBพร้อมๆกัน แถมยังวางแผงวันใกล้ๆกันอีก โอ้ยสติแตกไปเลยตอนนั้นอยากได้จัด ฮ่าๆๆ
 
เมนสาวๆเราก็มีเยอะมาก แต่ที่ชอบที่ก็จะเป็น มาริยะ,อุมิกะ,มิรัย อ๊ากกกกกกกกกก><
 
เล่มนี้ที่มิรัยลงหน้าปกเราไปเปิดดูตอนที่ไปคิโนะ
 
 
 
 
เปิดดูกับฝ้าย แล้วเจอภาพต้องห้าม=[]=;; สะดุ้งเลย ผู้หญิงเปลือย อารมณ์แบบ.. รีบปิด ดีที่ไม่มีใครมาเห็น ฮ่าๆๆๆ
 
ช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัว อะไรหลายๆอย่าง เร็วๆนี้ป๊าเราจะไปซื้อกระเป๋าเดินทางมาอีกใบ เพราะอีกใบที่ได้มาจากอามันเล็กเกินไปใส่ไม่ได้ToT ขนของไปว่าเยอะแล้ว แต่เราคิดว่าขนของกลับมาน่าจะเยอะกว่า เซนเซบอกเราว่า อาจจะเสียตังค่าขนมเยอะนะถ้าชอบกินขนม เราก็คิดอยู่ในใจ
 
อดเอาแม้จะชอบขนม จะซื้อของที่เกี่ยวกับไอดอลลลลล (*O*)(ตาเปล่งประกาย) ไม่ต้องเสียภาษีนี่เป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมากอ่ะ แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย>O<
 
จอห์นนี่ H!P 48 อุมิกะ มิรัย มาริยะ ไอจังง อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มาให้หมด ถ้ามีตังจะซื้อT^T;; ใจจริงอยากได้ซิงจบการศึกษาริสะ แต่ไม่รู้จะมีตังค์มั้ย ฮึกT^T
 
มาบ่นฟ่อดๆแฟ่ดๆนิดๆหน่อย? ว่าจะไปนอนต่ออีกสักแปปแล้วตื่นขึ้นมาทำซับต่อดีกว่า อุอุ
 

 

 

เตรียมตัว

posted on 15 Apr 2012 16:25 by venus-  in Diary
 
 
วันนี้ร้อนอะไรขนาดนี้ มันแบบ ร้อนม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วเข้าๆออกๆห้างหากระเป๋าเดินทางใหญ่ๆพอดีตลอดสองห้าง ปวดหัวเลย=[]=;;
 
เมื่อคืนนี้เราเปิดคอมฯทิ้งเอาไว้อัพไฟล์ซับที่แปลซัมแมรี่ของจั้มพ์ทิ้งเอาไว้แล้วก็ไปที่โบสถ์ เปิดคอมฯทิ้งไว้สองวันแล้วมันยังคงอึด ฮ่าๆๆ รักคอมฯเครื่องนี้จังเลย อึดดี ฮ่าๆๆ
 
ตอนนี้ก็โล่งไปหนึ่งเปลาะคือ อัพซัมแมรี่เสร็จแล้ว ตอนนี้ก็กำลังทำซับอันถัดไปอยู่ ปวดหัวมากกับฝ้ายเมื่อวาน เลยโทรมาคุยกัน อิอิ นั่งเม้ากัน ไม่ได้แปลต่ออีก ฮ่าๆ พักผ่อนๆ
 
วันที่11 เราไปหานํ้าหวานเพื่อนสมัยมอต้นที่บ้านมา เอานิยายที่เคยยืมแล้วอ่านไม่จบหลายปีแล้วไปคืน ฮ่าๆเพราะนํ้าหวานมันจะเอาไปขายต่อ ฮ่าๆ
 
อันนี้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกเกินครึ่งอยู่ในชั้นวางหนังสือมัน อย่างเยอะ=[]=;; เล่มไหนที่สนุกมาก อย่างไคท์ก็ไม่ขาย แต่เรื่องที่นํ้าหวานไม่ได้ขายแต่ละเรื่องนี่เรื่องโปรดๆของเราด้วยเหมือนกัน ฮ่าๆ สนุกทุกเรื่องเรื่องที่นํ้าหวานไม่ได้ขาย เพราะเรายืมมันประจำตอนสมัยเรียน ฮ่าๆๆ ตอนนี้ก็ยังคงจะยืม อยากจะไปยืมหนังสือของนิ้วกลมมาก แต่ติดไปญี่ปุนคงจะไม่ได้อ่าน (._.)
 
 
 
 
ก็เลยนั่งคุยกันในหลายๆเรื่อง ปรกติแล้วเรากับเพื่อนคนนี้ก็จะไม่ค่อยโทรหากันหรอก แทบจะไม่ได้โทรคุยกันเลย แต่ว่าพอมาเจอกัน แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยคุยหรือติดต่อหากันเลย แต่ก็จะมีเรื่องนู้นเรื่องนี้เล่าสู่กันฟังอยู่เสมอ
 
และนํ้าหวานก็จะรู้นิสัยเรา รู้ในสิ่งที่เราชอบ และสิ่งที่เราไม่ชอบ เหมือนที่เรารู้จักนํ้าหวานตั้งแต่สมัยเด็กๆเลย
 
ได้มาเจอกันอีกครั้ง..
 
 
 
หลังจากที่ไม่เจอกันมาสักพัก ก่อนหน้าที่นํ้าหวานจะไปญี่ปุ่นประมาณอาทิตย์นึง เราก็ตื่นเต้นมาก ไปดูของที่มันจะเอาไปด้วย ฮ่าๆๆ
 
และแน่นอนว่ากลับจากญี่ปุ่นก็มีของฝากมาเช่นเคย ปรกตินํ้าหวานก็จะมีของให้เราทุกครั้งที่เราไปหา คือจะนึกถึงเราเสมอเวลาที่ไปไหน เราเองก็เช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีเงิน (._.)
 
อันนี้แค่บางส่วน กระดาษที่เรารีเควสขอนํ้าหวานไป มันบอกอยู่ที่หอพักที่เอแบคเลยไม่ได้เอากลับมาด้วย เราก้ไม่รู้จะได้ก่อนไปญี่ปุ่นมั้ย แต่ยังไงก็จะลองตะล่อมๆดู เอิ้กๆ แต่อยากจะเอาของไปให้ที่บ้านนํ้าหวานก่อนที่จะไปแต่นํ้าหวานดันติดเรียนซัมเมอร์ก็ไม่รู้จะไปให้ได้วันไหนToT
 
 
 
 
 
ส่วนขนมนี่น้องกับป๊าแย่งกิน =_=แต่ไอ้เยนลี่มันดูน่ากินนะ แต่มันเหนียวมากกกกกกกกกกกก อารมณ์แบบแกะห่อกระดาษใสๆออกไม่ได้เลย น้องมันเลยแกะให้ แล้วพอเคี้ยวไป เหมือนเคี้ยวยาง เหนียวมาก แล้วหน้าห่อมันเขียนจั่วไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 歯にやさしい เอิ่ม..มั่นใจว่าอ่อนโยนต่อฟันจริงๆ=_=
 
เหล็กจะหลุดออกมาจากฟันอยู่แล้วววววววววว>{}
 
พูดถึงเรื่องดัดฟันแล้วเราอยากจะถอดเหล็กออกไวๆมากๆ อีกไม่กี่วันจะได้ถอดและ ใส่มาตั้งสองปี กินอะไรก็ลำบาก ทำความสะอาดก็ยาก ฮึกT^T หลุดออกจากบ่วงเสียทีToT;
 
ฟันเยินๆ ฉีกปากยิ้มให้หน้าบานเต็มจอกล้องเลย ฮ่าๆๆๆ
 
 
 
ตอนเราไปหานํ้าหวานที่บ้าน พอถึงบ้านมันปุ๊ป มันลากออกไปซื้อไอโฟนกับพี่มันทันที(-.-)
 
เราก็แบบ โอเค ไปก็ไป พระเจ้า กว่าจะได้กลับบ้านเกือบสามทุ่ม =[]=; แล้ววันนั้นที่ไปบ้านมันยังไม่ได้กินอะไรเลย ลำไส้นี่แทบเหลือขดเดียวจริงๆToT พอก่อนจะกลับมาที่บ้าน ก็แวะซื้อของมาทำกินกันเองที่บ้าน นํ้าหวานก็ซื้อพวกไก่ทอดอะไรมา อันนี้พี่สาวของนํ้าหวานทอดไก่ให้ อร่อยมากกกกกกกก
 
แทะสนุก ฮ่าๆๆ
 
 
 
ก่อนจะกลับบ้าน นัทก็ให้ตุ๊กตามาสองตั๋ว
 
น่าร้ากกกก
 
ชอบตัวเหลืองด้านขวา ฮ่าๆๆ
 
 

 
 
ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เขียนบล็อกเลย ในวันนึงก็เกิดเรื่องราวขึ้นเยอะแยะเลย เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวแบบไหนที่เราสมควรจะเขียนลงบล็อกเรา บางเรื่องมันก็อาจจะส่วนตัวเกินไป แต่เราก็เขียนลงไปเพราะมันเป็นบล็อกที่ระบายความรู้สึกของเราน่ะเนาะ
 
วันนี้ไปโบสถ์มา.. เซนเซก็คุยเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จะไปญี่ปุ่น แล้วก็เอาเงินมาทอน เป็นเงินเยน เงินที่เหลือจากที่จองตั๋วเครื่องบิน
 
จะจานนนน~~~
 
 
 
แล้วก็มีเสื้อหัปปิที่จะต้องใส่ตอนอยู่ที่นั่น เซนเซบอกจะเอาไปปริ้นท์ตัวอักษรให้ใหม่ เดี๋ยวจะฝากน้องเรามาให้เราอีกที และเซนเซจะไปส่งเราที่สนามบินด้วย เย้!
 
เซนเซได้ให้หนังสือมาเกี่ยวกับศาสนา เรากำลังทยอยอ่านอยู่ ชอบๆ(>_<)
 

images by free.in.th
 
 
ศาสนานี้ก็มีอะไรที่คล้ายๆกับศาสนาพุทธด้วย เราอาจจะเป็นคนที่ค่อนข้างชอบอะไรแบบนี้ด้วย บางครั้งเราก็จะชอบเอาหลักการให้ของในศาสนามาใช้เวลาที่ทำซับเกี่ยวกับจั้มพ์  แต่อาจจะถูกคนมองว่าหาผลประโยชน์ก็ได้เนอะ ก็สุดแล้วแต่คนจะมอง เพราะคนที่เรารู้ผิดชอบชั่วดีก็คือตัวเราเอง ไม่ใช่ใครอื่นหรอกเนาะ^^
 
ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามเวรตามกรรม ใครที่ทำอะไรกับใครไว้ ไม่ช้าก็เร็วจะได้รับผลกรรมนั้น เค้าเชื่อแบบนั้นอยู่เสมอ และเค้าไม่คิดที่จะแก้แค้นคืน แต่จะให้สิ่งที่พวกเค้าทำย้อนกลับไปเป็นกรรมเข้าหาเอง
 
กรรมใครกรรมมันเนาะ^^ เราก็ไม่รู้ว่า ในชีวิตนี้เราจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ จะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราควรจะทำในตอนนี้ก็คือ ทำทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลังว่าเราไม่ได้พยายามทำมันอย่างเต็มที่
 
เราคิดแบบนี้มาตลอด ว่าเราชอบหรือรักในอะไรแล้ว เราจะพยายามทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ เมื่อวันก่อนเราอ่านนิตยสารที่ซื้อมา เราเห็นจิเนนพูดคำนี้เหมือนกัน คำที่ว่า 'ผมไม่เสียใจหรือร้องไห้ตอนจบการศึกษาหรอก เพราะในแต่ละวันผมได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเต็มที่ มันจึงไม่เหลืออะไรให้ผมต้องรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำมันให้เต็มที่' ส่วนตัวแล้วเราชอบความคิดของจิเนนนะ แม้บางทีจะขวางโลกไปบ้าง แต่เราก็เข้าใจ และความเห็นของคนๆนี้มันมักจะโดนใจ ฮ่าๆๆๆ
 
 
วันนี้ป๊าพาไปซื้อรองเท้าผ้าใบที่เดอะมอลล์ เลือกกันตั้งนาน สุดท้ายก็ได้คู่นี้มา ราคาเซลล์ด้วย เย้!!
 
 
 

 
สีส้มเลย
 

 

image by free.in.th
 
 
พูดถึง วันนี้เล่าเรื่องยามะจังโดนเมมเบอร์ในวงล้อเรื่องขาสั้น ขาไม่ถึงรถฮาเล่ให้ป๊าฟัง ป๊าขำก๊ากเลย และทุกครั้งที่เปิดจั้มพ์ให้ดู ป๊าจะชอบบอก ไอ้ตัวเล็กนี่มันเตี้ยจริงๆนะเนี่ย
 
เราก็แบบ รู้แล้ววว รู้ตั้งนานแล้ววววว แค่ตัวเล็กกกกกกกกน่ะ ตัวเล็กกก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ถึงผมจะตัวเล็ก แต่หัวใจของผมยิ่งใหญ่นะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 

edit @ 15 Apr 2012 17:03:42 by venus

edit @ 15 Apr 2012 17:06:43 by venus

2012.04.13

posted on 13 Apr 2012 14:32 by venus-  in Diary
 
 
ไม่ได้อัพบล็อกมาเกือบอาทิตย์กว่าๆเลยแฮะ วันนี้จะเขียนเรื่องราวลงบล็อกในหลายๆเรื่องเลย
 
แต่ก่อนอื่น ปรกติแล้วบล็อกของเราเป็นบล็อกส่วนตัว และเอาไว้ลงฟิค ซึ่่งก็ไม่ได้แต่งฟิคมาราวๆสามสี่เดือนได้แล้วตั้งแต่เริ่มปีนี้มา เราจึงสงสัยว่าหลายๆคนตามบล็อกเรามาจากที่ไหนกัน -.-
 
 
ยิ่งช่วงนี้ยิ่งรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวในหลายๆเรื่องเลย บางทีเราอยากทำอะไรของเราอยู่เงียบๆ ไม่อยากยุ่งกับใคร เพราะเราค่อนข้างที่จะเป็นคนเข้ากับคนแปลกหน้ายาก เราจึงไม่ค่อยเข้าหาใครก่อนถ้าไม่มีเหตุอะไรจริงๆ
 
 
แต่ก็เนาะ.. เราเขียนที่นี่ของเรามานานแล้ว บล็อกของเราก็มีแต่เรื่องส่วนตัวของเรา ชีวิตประจำวัน แทบจะไม่มีอะไรเลยด้วยซํ้า ก็กะว่าจะใช้บล็อกนี้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ..
 
หลายวันที่ผ่านมา อยากอัพบล็อกมากๆ แต่ว่าติดต้องทำซับ แปล แทบจะไม่มีเวลาจริงๆเลย จากใจ ToT จะกระเถิบตัวไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ เพราะต้องทำตรงนี้ให้เสร็จ
 
ตอนนี้เรากำลังนั่งมองกองนิตยสารที่สูงมากกกก ToT ว่าควรจะทำยังไงกับมันดี (._.;)
 
เราตั้งเป้าไว้ว่า จะแปลแมคเก่าๆ ที่เอ๋ให้ยืมมา เพื่อที่จะได้เอาไปคืนเอ๋ หลังจากที่ทำซับSummaryแผ่นสองเสร็จ แล้วก็ทำซับอีกอัน แล้วค่อยเริ่มลุยแปล
 
ช่วงนี้เลยไม่มีเวลาตามมาริยะเลย T___T;; มาริยะก็ออกรายการด้วย โฮกกก ต้องนั่งทำซับให้เสร็จแปลด้วย สู้ๆ(ให้กำลังใจตัวเอง ฮ่าๆ)
 
 
เริ่มจากที่กิจกรรมทางบ้าน All About Hey!Say!JUMP ที่ประกาศผู้โชคดีได้รับรางวัลไปแล้ว แม้รางวัลจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก แต่ก็อยากให้ด้วยความรู้สึกที่อยากให้จริง คาดว่าวันครบรอบ1ปี จะฉลองเลย เย่^o^v
 
ของรางวัลทั้งสี่แบบสำหรับผู้ที่มาร่วมเล่นเกมส์กับทางบ้าน^-^
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
วันนี้ร้อนโคตรเลยนะว่ามั้ย สงกรานต์ที ร้อนสะใจเลย=[]=;; ปรกติก็ร้อนมันซะทุกวัน ไม่ได้ออกไปไหนก็ยังนั่งซาวน่าอยู่ในห้องเลย โฮกกกกกกกกกกกก T^T
 
 
เมื่อวันที่7-10เมษาที่ผ่านมา เราไปนอนค้างที่บ้านมินมาล่ะ ฝ้าย และเอ๋ก็ไปนอนค้างด้วย แต่ว่าเอ๋ตามมาวันเสาร์เพราะว่าติดเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนเช้า
 
เรานัดเจอกับมินที่สยามราวๆเย็นๆเลย เพราะตอนเช้าขอเวลาเซนเซให้ช่วยอธิบายเกี่ยวกับความหมายเพลงแล้วก็ศัพท์ยากๆในซัมแมรี่หน่อย ก่อนที่เซนเซจะไปญี่ปุ่นวันมะรืน ก็นัดกับเซนเซไว้ตอนเก้าโมงกว่าๆสิบโมง แล้วดันตื่นเก้าโมง แล้วนั่งเรือไป เรือแบบช้าม๊ากกกกกกกกกกกก ก
 
แล้วเราก็นั่งชมวิวเพลิน ลืมโทรหาเซนเซ ว่าจะไปถึงเลตหน่อย
 
ตามนิสัยคนญี่ปุ่นเลยค่าาา เลยเวลานัด ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ตอนนั้นเซนเซโทรมาหาเค้าราวๆ สิบโมงกว่าๆ นั่งกอดกระเป๋าเป้และกระเป๋าโน๊ตบุ๊คที่จะแบกไปบ้านมิน ถึงกับสะดุ้งเลย ก็เลยขอโทษเซนเซไปว่า ไปถึงช้า จะโทรหาเซนเซก่อนล่วงหน้าด้วยแต่ลืม เซนเซก็โอเคไม่เป็นไรๆ
 
วันนั้นทั้งวันเซนเซไม่ได้ติดไปไหน ว่างทั้งวัน เราเลยลุยให้ช่วยเต็มที่เลย ตั้งแต่11โมงถึงห้าโมงเย็น มาราธอนมากๆ อะไรที่สงสัยข้องใจ ถามหมด ฮ่าๆๆ
 
พอช่วงตอนเที่ยง ฟุมิซังก็เปิดประตูเข้ามาถามว่าจะทานข้าวมั้ย แล้วเรายังไม่ได้ทานข้าวมาเลย ถ้าปฏิเสธไปล่ะก็ไส้แห้งแน่ เลยปฏิเสธตอนแรกไปก่อนแต่พองาม แล้วค่อยบอกว่ากินค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ
 
ก็นั่งให้เซนเซดูซัมแมรี่ เซนเซตกตะลึง รู้จักจั้มพ์ และจอห์นนี่แต่ไม่เคยดูคอนเสิร์ตอย่างเอาจริงเอาจังมาก่อนแล้วก็ชมจอห์นนี่ใหญ่เลย โดยเฉพาะตอนที่ชี่โดดบันจี้จั้มพ์ อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยย
 
ข้าวกลางวัน ก็คือ ยากิโซบะ โฮกกก คือนัทสึมิซัง ผัดให้เราแบบเยอะมากก จานเบ้อเริ่มเลย นัทสึมิซังบอกถ้ากินไม่หมดก็แบ่งคุโรซาว่าเซนเซก็ได้นะ เค้าก็เลยเกรงใจ กินให้หมดดีกว่า ตอนที่กินหมดนัทสึมิซังก็ดูมีสีหน้าที่ภูมิใจ ฮ่าๆๆ เหมือนตอนที่เราไปโบสถ์ใหญ่ลาดพร้าว ภรรยาหัวหน้าโบสถ์ใหญ่คนญี่ปุ่นก็ดูจะดีใจที่ทานข้าวที่เค้าทำมาหมด
 
ลูกของฟุมิซังมีทั้งหมดสามคน คนโตชื่อโคตะ อีกสองคนอายุได้หกเดือน เป็นฝาแฝดชื่อเรียว กับ จุน ตอนที่นั่งทานข้าวเราก็นั่งฟังเค้าคุยกัน
 
เราก็ถามเรื่องนํ้าชากับคนญี่ปุ่น ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่กินนํ้าเปล่ากันหรอ คนไทยพอกินแล้วมันแปลกๆ เซนเซก็บอกทำนองว่า ถ้าไปบ้านคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ แทบจะทั้งหมดจะเอานํ้าชามาเสิร์ฟเพราะเหมือนเป็นกับว่า ถ้าเอานํ้าเปล่ามาให้ แขกก็สามารถไปหาดื่มได้เองเพราะที่ญี่ปุ่นนํ้าประปาดื่มได้ ในตอนนี้นัทสึมิซังก็เล่นมุข ฮ่าๆๆ
 
สมกับเป็นคนคันไซเลย เย้
 
เซนเซก็เล่าเรื่องร้านคาเฟ่ในญี่ปุ่น แล้วก็ชวนคุยกันในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างขนมญี่ปุ่นกับขนมไทย ซึ่งเด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบทานขนมญี่ปุ่น เพราะมันทำจากถั่วแดง
 
พอช่วงบ่าย กินเสร็จก็ง่วงมาก มานั่งอยู่หน้าคอมให้เซนเซช่วย แทบจะหลับ ฮ่าๆๆ
 
พอตอนสามโมงกว่าๆสี่โมง โคตะก็ถือถาดใส่นํ้าชา แล้วก็โดนัทคริสปี้มาให้ น่ารักมากกเลย
 
กินหมดเกลี้ยง แต่นํ้าชาร้อนมาก ปากแทบพอง
 
 
ตอนทานข้าวเสร็จเราก็ช่วยเซนเซล้างจานด้วย นัทสึมิซังก็เอาสลิปเปอร์มาให้ใส่ บอกว่าแบบนี้จะสะดวกกว่า เราก็รู้สึกอุ่นเท้าขึ้นเยอะด้วย เพราะในห้องที่เรานั่งกับเซนเซเปิดแอร์เย็นมากกกกกกกกกกก
 
 
 
 
เราจะไปญี่ปุ่นสิ้นเดือนนี้ ไปอยู่ที่นั่นราวๆ ครึ่งปี เราไปไม่เหมือนชาวบ้านเค้า คือไปกับศาสนาญี่ปุ่น (><) มันเป็นสิ่งที่เราสนใจ
 
เราชอบไอดอลญี่ปุ่นก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นก็คือคนญี่ปุ่นที่อยู่ที่โบสถ์มากกว่า ทุกๆคนที่นี่ใจดีมากๆ และเสมอต้นเสมอปลายเสมอ มีอะไรก็ให้ความช่วยเหลือเสมอเลย ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
 
อย่างปรกติเราจะเรียนญี่ปุ่นกับคุโรซาว่าเซนเซ เราก็เลยรบกวนให้เซนเซช่วยอธิบายพวกสำนวนสุภาษิต หรือให้ช่วยแปลศัพท์ที่จั้มพ์พูดที่มันยากๆ แล้วฟุมิซัง ที่เคยเป็นครูสอนเราเมื่อหลายปีก่อน ก็น้อยใจ บอกว่าให้เค้าสอนบ้างสิ น่ารักก ฮ่าๆ แต่เลี้ยงลูกแฝดสองคนก็เหนื่อยแล้วว ไม่อยากรบกวนอีกT^T
 
 
พอหลังจากที่ออกมาจากบ้านเซนเซ ก็ไปหามินที่สยาม กระเป๋าเป้แบบหนักมากกก ก็มาเจอมินที่หน้าพารากอน มาหาข้าวกินฝั่งตรงข้ามสยาม ร้านเดิมที่ชอบกินกัน เพราะมันถูก ขนาดอาหารการกินยังประหยัด ฮ่าๆๆ
 
ฝ้ายก็ตัวเล็กนิดเดียวแบกข้าวของเต็มไปหมดเลย กลัวจะหนักจนเดินไม่ไหวจริงๆ
 
พอมาถึงบ้านมินปุ๊ป ราวๆสามทุ่ม ก็เริ่มลุยแปลเลย ก่อนหน้าที่จะแปล ฝ้ายก็เอาstที่พึ่งซื้อมาแกะออก แล้วเราก็กรี๊ดกร๊าด เพราะเราไม่ได้ซื้อเดือนนี้ จะไปซื้อตอนที่ไปญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าจะซื้อทันมั้ย แต่ว่าตอนที่เราไปมันยังไม่สิ้นเดือน น่าจะยังไม่หมด ToT ถ้าหมดก็เดี๋ยวหาทางอีกที ฮ่าๆไม่ยอมแพ้ มันมีประวัตินางแบบstรุ่นใหม่ด้วยนี่นาT-T
 
แล้วตอนที่เค้ากำลังเม้าส์กับฝ้ายอย่างเมามัน มินก็แอบถ่ายภาพเอาไว้
 
แชะ
 
 
 
ภาพแบบโหมดOFFมากๆ ฮ่าๆๆ กำลังนั่งอ่านประวัติมาริอยู่เลย ฝ้ายกำลังเปิดหนังสือระดับ2อยู่ ฝ้ายอยากจะสอบให้ได้ เราก็เป็นกำลังใจให้ เพราะฝ้ายรอบรู้มากๆ เก่งหลายๆด้านเลย เรานับถือฝ้ายมากๆเลย ดีใจที่ได้มาทำงานร่วมกับฝ้าย ที่เวลาแปลผิดก็ถกกันด้วยเหตุผล และหลักการณ์เสมอ ผลสุดท้ายงานที่ได้ออกมาก็จะเป็นคำแปลที่ต่างฝ่ายต่างหากันมาอย่างละเอียดแล้ว
 
อย่างเช่นตอนทำซัมแมรี่เป็นต้น เราไปถึงบ้านมินวันแรกสามทุ่ม หยุดทำตอน7โมงเช้า รีบนอนเลย แบบง่วงมาก ตอนบ่ายๆเอ๋ก็มาที่บ้าน ด้วยใบหน้าที่ทะเลาะกับพ่อมา เค้าก้นั่งฟังเอ๋เล่า เค้าก็เข้าใจ อารมณ์ที่ทะเลาะกับคนในครอบครัว มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆนะ ฮ่าๆๆๆ
 
ในวันนั้น เราสารภาพคือเราตื่นมาจากเตียงเพราะนาฬิกาปลุกตอนสิบเอ็ดโมงก็รีบลุกมาหน้าคอมฯแปลต่อทันทีเลย เหมือนคนโรคจิต ถึงกับเอาซัมแมรี่ไปฝัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
 
แล้ววันที่เอ๋มาเค้าก็ขนคอมฯแบกลงไปช่วยแปลกันข้างล่าง นํ้ายังไม่ได้อาบ แม่มินก็ชวนไปทานข้าวกันที่โลตัส เราก็เลย เอ้อ ไม่ต้องอาบและไปเลย ฮ่าๆๆๆ
 
ตอนแรกเราก็นึกว่าไปกินร้านฟาสต์ฟู้ตธรรมดา ปรากฎ อ้าว มินลากเข้าMK เกรงใจแม่มินน้า แต่ทุกคนเดินก้าวขาเข้าไปแล้ว ฮ่าๆ เพราะหิวมากกกกกก ยิ่งในหัวมันคิดอะไรติ้วๆตลอดเวลา มันก็หิวเนาะ
 
ยิ่งเวลาแปลทรานซ์แปลญี่ปุ่นมันเป็นอะไรที่ต้องใช้สมองเยอะมาก แล้วพอแปลเสร็จมันจะหิวข้าวมากๆ เหมือนเสียพลังงานไปเยอะ ทั้งๆที่ก็นั่งอยู่ตรงนั้นทั้งวันไม่ได้ขยับไปไหนนอกจากลุกไปเข้าห้องนํ้าเท่านั้นเองนะ ฮ่าๆๆ
 
ในร้านMK
 
หน้าแบบโทรมมากๆๆ ไม่ได้นอนเลย-.-
 
 
 
พอหลังจากออกมาจากMKก็หาไอติมกินกัน
 
 
 
 
มินอ่ะ ชั่วร้าย เอาภาพยิ้มแปะหน้าตัวเองซะงั้น ฮ่าๆๆ
 
 
ตอนที่แปล เป็นครั้งแรกที่เราได้มาแปลจั้มพ์กับทุกๆคน เป็นครั้งแรกที่ทุกคนนั่งรุมกันบนโต๊ะ แล้วมีคอมฯคนละเครื่องนั่งพิมพ์ๆช่วยกันหาข้อมูลกัน
 
ถึงเราจะซีเรียสในหลายๆจุดที่เรานึกคำแปลเป็นไทยไม่ออก ฝ้ายก็ช่วยกันหาข้อมูลกันตลอดเลย ดีใจที่มีทุกๆคนอยู่เคียงข้าง และทำอะไรเกี่ยวกับจั้มพ์แบบนี้ จนถึงตอนนี้แล้วเราก็ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้มีโอกาสมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
 
แล้วมีวันนึง ที่เราได้นอนน้อยมาก น่าจะคืนวันก่อนที่กลับ มันนอนน้อย หิวข้าวด้วย ตอนนั้นเจ็ดโมงกว่าแล้วเรายังแปลชื่อเด็กแบคไม่ได้สักที แล้วเหมือนเด็กในซัมแมรี่มันมีเยอะมาก เครียดมาก แทบจะร้องไห้เลย ทุกคนเลยมาช่วยเค้า ตอนนั้นเค้าอาจจะแสดงท่าทีที่โมโหไป เค้ารู้สึกผิดมากเลย
 
แต่ตอนนั้นมันอะไรหลายๆอยา่งจริงๆToT มันคาใจ อยากจะแปลให้ได้ แต่ก็แปลไม่ได้ คือจะไม่ได้อะไรเลยถ้าไม่ได้เริ่มไขปริศนานั้นมาตั้งแต่ตีสามยันเจ็ดโมง-.-
 
ภาพบรรยากาศตอนที่แปล
 
 
 
จริงๆแล้วขนมเต็มโต๊ะกว่านี้นะ กินไปทำไป มือเปื้อนหมด ฮ่าๆๆ
 
 
ดิกทั้งหมดที่ใช้แปล
 
 
 
 
 
อันนี้ภาพตอนเช้า รกมากของ ฮ่าๆๆ
 
 
 
ตอนกลางคืน แม่มินได้ให้ผ้าพันคอมากับเราด้วย สำหรับใช้ตอนไปที่ญี่ปุ่น
 
ขอบคุณมากๆเลยนะค้า ชอบมากๆเลย
 

 
 
 
สำหรับเราแล้ว สิ่งที่ทำให้เราแปลได้อยู่ทุกๆวันนี้ อาจจะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ว่าหลักๆเลยอาจจะเป็นตัวจั้มพ์ด้วย
 
เราว่าทุกๆคนก็รักจั้มพ์เหมือนกัน คงจะเข้าใจความรู้สึกเหมือนกันเนาะ
 
แต่บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกัน คนบางกลุ่ม ที่ด่าเราไว้ ด่าบ้านเรา แล้วมาเม้นกันอย่างหน้าตาใสซื่อ ทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แล้วมาตามกันแบบนี้ มันรู้สึกไม่พอใจมากๆเลย
 
ถ้าเราไม่ชอบใครเราจะไม่มีวันไปยุ่งกับคนๆนั้นเลยอ่ะ จริงๆนะ แต่คนกลุ่มนี้อ่ะประหลาด คิดว่าเราไม่รู้หรอ?
 
เฮ้อ พูดไปก็เท่านั้น ยังไงเราก็ไม่สนใจอยู่แล้วล่ะ เราเลือกคนที่เค้าสนใจเรา แคร์ความรู้สึกเราจริงๆดีกว่า คนเหล่านั้นก็ถือว่าทำบุญไปให้แล้วกัน อยากจะด่าลับหลังอะไรก็เชิญ เพราะตอนนี้เรามีมิตรภาพเพื่อนที่ดีๆที่เข้าใจเรา ไว้ใจได้อยู่แล้ว เท่านี้เราก็ไม่เห็นจะต้องแคร์คนอื่นที่ไม่เคยเจอหน้ากันในโลกไซเบอร์เลย จริงมั้ย?
 
 
 
ว่าแล้วก็.. วันนี้ออกแดดตลอดเลย ร้อนมากToT;;
 
อัพได้ไม่เท่าไหร่เอง เดี๋ยวเร็วๆนี้จะมาเขียนบล็อกอีก เย้ ขอไปลุยซับก่อนล้า เย้ คนอื่่นไปสงกรานต์กัน เราก็นั่งทำซับอยู่หน้าคอมฯ ฮ่าๆๆ

 
 
 

 

 
 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

edit @ 13 Apr 2012 19:58:50 by venus