สำหรับเราแล้ว.. ตัวเราไม่เคยคิดว่า เราจะได้เจอเพื่อนแท้จากโลกอินเตอร์เน็ต..
ทุกอย่าง เราเชื่อว่า มันมาจากพรหมลิขิตจริงๆ คนมีตั้งเป็นร้อยเป็นพันให้เรารู้จัก ยิ่งในโลกของอินเทอร์เน็ตยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เราสามารถตัดคนๆนั้นออกไปจากชีวิตเราง่ายๆ เพียงแค่เราไม่สนใจที่จะคุยกับเค้าต่อ และเราจะเข้าไปคุยหรืออยากจะทำความรู้จักใคร เราก็ทำมันได้ง่ายๆ โดยการที่ไปทักและพูดคุยกับเค้าอยู่บ่อยๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้พบเจอกับ เอ๋ ฝ้าย มิน เพื่อนรักนี้.. มากจากวงไอดอลผู้ชายญี่ปุ่นค่ายจอห์นนี่ ที่ชื่อว่า Hey!Say!JUMP
แน่นอนว่าเราไม่มีพื้นเพที่ชอบภาษาญี่ปุ่น และเราก็รู้จักไอดอลกลุ่มนี้มานานแล้วด้วยตั้งแต่สมัยมอต้น แต่เราไม่ได้สนใจ ไม่ใช่ว่าเฉยๆ แต่ถึงขั้นที่ไม่ชอบเลย
จนถึงตอนนี้แล้ว เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เรารักวงนี้..
และJUMPก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิต ในโลกไซเบอร์ที่หลายๆคนในยุคนี้ได้สัมผัสกับมันกัน..
จุดเริ่มต้นที่เราชอบจั้มพ์นั้นไม่สวยงาม และไม่น่าประทับใจมากเสียจนเราอยากจะเลิกตามจั้มพ์ เลิกชอบจั้มพ์ เพราะตัวเราในตอนนั้นโทษจั้มพ์ที่ทำให้เราต้องมาเจอกับเรื่องราวที่เลวร้ายขนาดนี้
ถ้าตัวเราในตอนนั้น ยอมพ่ายแพ้กับมัน และไม่ยืนหยัดขึ้นสู้ต่อ ตัวเราก็คงจะไม่เป็นอย่างทุกๆวันนี้
จากคนที่ไม่รู้ญี่ปุ่นเลย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง สอบตกอีกด้วยต่างหาก เราก็ค่อยพยายามมาด้วยตัวของเราเอง
ทั้งๆที่่ก่อนหน้านี้เราก็ชอบศิลปินวงอื่น แต่ไม่รู้ทำไม เราถึงได้พยายามกับJUMPจังเลย พยายามอยากที่จะรู้ว่าพวกเค้าพูดคุยอะไรกัน
เราจึงตัดสินใจเริ่มแปลเกี่ยวกับจั้มพ์ในวันที่7 กุมภาพันธ์ ปี 2554 .. เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองแปลจริงๆจังเกี่ยวกับจั้มพ์ และจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรา..
เรามีเพื่อนคนนึง ที่เคยทำบ้านด้วยกันเรา เราคิดว่าหลายๆคนที่ติดตามบล็อกเรา หรือมาส่องบล็อกส่วนตัวของเรา ต้องรู้จักคนๆนั้นอย่างแน่นอน.. ใช่แล้ว คนๆนั้นเป็นคนที่เราสนิทด้วยมาก เป็นคนที่เราไว้ใจ และพูดคุยอย่างเปิดอกในทุกๆเรื่อง และเราก็เป็นคนเสนอให้มาทำเกี่ยวกับจั้มพ์ด้วย
เราไม่รู้ว่าตอนนี้คนๆนั้นจะรู้สึกยังไงกับจั้มพ์จริงๆกันแน่ แต่ทุกๆอย่างที่เราคิดเกี่ยวกับจั้มพ์ที่เราได้บอกเค้าในตอนนั้น และความรู้สึกของเราที่มีต่อเค้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ถึงจะรู้ว่า เราเขียนแบบนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ก็ตาม เราจึงจะค่อยๆพยายามลืมเรื่องราวของเพื่อนคนนั้นทีละนิดๆ เหลือเอาไว้แต่ความทรงจำดีๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราได้มีร่วมกัน
ที่อย่างน้อย เราก็รักจั้มพ์ และเคยทำอะไรเพื่อจั้มพ์ด้วยกันมา
ในวันที่เราต้องอดทนอะไรหลายๆอย่าง ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจจริงๆถ้าไม่เคยมาคุยกับเรา ก็จะคิดว่าเราเป็นฝ่ายกระทำ แต่ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เราไม่อยากพูดอะไร เพราะเราพูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เราพูดอยู่ดี ในวันนั้น เราตัดสินใจเลือกที่จะทำแบบนั้น ตัดเพื่อนคนนั้น บล็อกเพื่อนคนนั้นออกไป มันไม่ได้รู้สึกดีเลยที่ทำแบบนั้น แต่การที่มารู้ว่า คนๆนั้นทำอะไรกับเราเอาไว้ก่อนบ้างตอนที่ยังคุยกับเราอยู่ มันก็เจ็บปวดมากเหลือเกิน
เราขอไม่รับรู้อะไรดีกว่า เราจึงเอ่ยคำว่า 'ลาก่อน'กับเพื่อนคนนั้นไป.. และเราก็ไม่ได้เอาเรื่องของคนนั้นไปพูดให้ใครฟังไม่ดี ไม่ว่าใครจะมาถามว่าทำไมเราถึงไม่ทำกับเพื่อนคนนี้ต่อ เราจะตอบกลับไปด้วยคำพูดเดิมเสมอๆ คาดว่าหลายๆคนที่ได้เคยมาลองถามเรา หรือคุยกับเราน่าจะรู้ดี
เราจะขอไม่พูดถึงเรื่องราวความหลังดีกว่าเนาะ.. แต่เพราะเราเลือกตัดสินใจที่จะทำแบบนั้นลงไป.. เราเลยกลับมาอยู่ตัวคนเดียว..
ในตอนนั้นที่เราตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป.. เราไม่เหลือใครเลย.. และเราคิดว่า เราก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไป ขนาดเพื่อนสมัยมัธยมที่เราเชื่อใจ ว่าจะอยู่ข้างเรา ก็ยังเชื่อฟัง และลบเพื่อนเราออกไป..
อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้วสินะ..
พอคิดแบบนั้นออกมา มันก็รู้สึกเสียใจ แต่มันก็ร้องไห้ไม่ออก สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือ ก้าวต่อไป ในเมื่อเราตัดสินใจที่จะทำแบบนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากที่เราจะต้องมุ่งไปข้างหน้า
ในตอนนั้นเรานั่งอยู่ตรงหน้าภาพจั้มพ์...
เรานั่งมองอยู่นาน หลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิตของเราจนไม่สามารถบรรยายได้ เมื่อเราได้มารู้จักไอดอลวงนี้ ทั้งคนที่หวังดีและหวังร้ายกับเรา
ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำยังไง สิ่งแรกที่เรานึกออกก็คือ เปิดคลิปจั้มพ์ และแมคขึ้นมาแปล..
และพอได้ฟังเพลงจั้มพ์ มันก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ในตอนนั้นเรารู้สึกสับสน ว่าเรารู้สึกควรจะขอบคุณที่จะมาเจอวงนี้ หรือเสียใจดี ที่ทำให้เราต้องมาเจอกับอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกเราตั้งแต่ต้นแบบนี้..
วันแรกที่เราเริ่มตามจั้มพ์จริงๆคือวันที่ 04/08/2552
ไม่น่าเชื่อว่า เกือบจะสี่ปีแล้ว ที่เรามีจั้มพ์เข้ามาในชีวิต.. เหมือนเวลามันผ่านไปแปปเดียวเลย..
อาจจะดูเหมือนเป็นคำพูดที่สวยหรู แม้ว่าจั้มพ์จะไม่ได้เสียงเพราะอะไรมากเหมือนวงอื่นๆ แต่เรารู้สึกได้ว่า เค้าร้องออกมาจากใจ และเรารู้สึกร่าเริงมีความสุขที่ได้ฟังเพลงของจั้มพ์..
และในช่วงที่เราเศร้า เราได้อัพสถานะอะไรที่มันห่อเหี่ยวจิตใจลงไปเยอะมากๆ ด้วยอารมณ์ที่เนือยกับชีวิต..
แต่ก่อนเราจะชอบออนเอ็ม เราจะอัพสถานะของเราตามความรู้สึกตอนนั้นไปเรื่อยเปื่อย ก็ไม่เห็นจะมีใครมาสนใจ มีแต่คนแอ้ดมาหา แล้วก็มาชวนคุยผ่านๆ ทุกคนมักจะคิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เรื่องของตัวเอง กันทั้งนั้น
เราจึงคิดว่า เราคงจะไม่ได้เจออีกแล้วมั้ง เพื่อนแท้ในโลกไซเบอร์
จนกระทั่งวันนึง มีคนๆนึง ที่รู้จักกันมาผ่านเพื่อนอีกคนนึงในเอ็ม จู่ๆก็เข้ามาทักว่า
"วีนัส เป็นอะไรหรอ?"
และเราก็ตอบไปว่าไม่เป็นไรหรอกนะ และคนๆนั้นก็บอกกับเราว่า "อยากให้เรายิ้มได้"
คนๆนั้นชื่อว่า 'เอ๋'

ไม่รู้เป็นยังไงมายังไง เราคุยด้วยกันเป็นประจำ และก็คือคำพูดเดิมๆที่เอ๋มักจะบอกเค้าอยู่บ่อยๆว่า อยากให้วีนัสยิ้มได้นะ เราไม่อยากให้วีนัสเศร้า
ทั้งๆที่ก็มีคนพูดแบบนี้กับเราเยอะแยะในโลกไซเบอร์ แต่ไม่รู้ทำไม เราถึงรู้สึกประทับใจในคำพูดของคนๆนี้มากๆ และรู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงๆ
และในวันที่เราเจอเอ๋ เราคุยเรื่องจั้มพื และเราก็หัวเราะ ที่เราได้เจอเอ๋ที่ชอบยูโตะ รักจั้มพ์เหมือนกับเรา
พอตอนใกล้ๆจะกลับเอ๋ก็ยิ้มและบอกว่า ดีใจจังนะที่เห็นวีนัสยิ้มได้
ก็ไม่รู้ว่าทำไม แค่ได้ยินคำพูดแค่นั้น เราก็รู้สึกนํ้าตาจะไหล
มีคนให้ความสำคัญกับเราขนาดนี้เลยหรอ มีคนสนใจเราด้วยหรอว่าเราจะเป็นยังไง ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยสนิทหรือชวนเค้าคุยเลย ทำไมคนๆนี้ถึงคิดแบบนั้นกันนะ..
เอ๋บอกว่า เอ๋ไม่เคยมีเพื่อนที่รักหรือตามจั้มพ์ ตามญี่ปุ่นในสิ่งที่เอ๋ชอบเลยสักคน และคนรอบตัวเองมักจะบอกว่าเอ๋บ้า ที่ชอบยูโตะ เพ้อมากกว่า
และเค้าก็พูดไปตอนที่เจอเอ๋ว่า ถึงเค้าจะพึ่งรู้จักเอ๋นะ แต่เอ๋น่ะ รักยูโตะมากๆเลย เค้ารู้สึกแบบนั้น
และเค้าก็ไม่เชื่อว่าเอ๋จะดีใจกับคำพูดของเราคำนั้น แต่เพราะเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เราถึงได้พูดออกไปแบบนั้น บางที การรักหรือชอบไอดอล มันไม่จำเป็นต้องพูดต้องสาธยายออกมาว่าเราตามเค้าเมื่อไหร่ รักมากแค่ไหน
เพราะเราเชื่อว่า ทุกๆคนก็รักไอดอลของตัวเองกันทั้งนั้น ความรักไม่มีรูปแบบ และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
และในตอนนั้น เราก็นัดเจอเอ๋บ่อยๆ และให้ภาพโปสเตอร์ไปเรื่อยๆเกี่ยวกับจั้มพ์ เอ๋ดีใจมากๆ ที่เราให้และเอ๋ก็ร้องไห้ออกมา ที่เราให้ของเกี่ยวกับจั้มพ์..
เราดีใจมากเหมือนกันที่ได้ให้เอ๋ เรามีความสุขที่เราได้คุยกันในสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน รักเหมือนกัน และทุ่มเทกับมันเหมือนกัน และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามาเจอกันด้วย
วันที่เรารู้ว่าเพื่อนคนนั้นไปแล้วโดยที่ไม่ได้บอกอะไรเราตามคำสัญญาที่ได้ให้เอาไว้ และเอ๋มาบอกเรา เราพูดอะไรไม่ออก เอ๋บอกกับเราว่า "ถ้าตัวเองอยากร้องไห้ ร้องออกมาเถอะนะ แล้วตัวเองจะสบายใจ"
เราก็ออกไปยืนร้องไห้อยู่ข้างนอกหลายชั่วโมง ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับเพื่อนคนนั้นมันก็หลั่งไหลออกมา เราไม่อยากทำแบบนั้นเลย แต่ทุกอย่างมันไปไกลเกินกู่ที่จะกลับ เพราะแบบนั้นที่เราทำแบบนั้น เราจึงไม่คิดที่จะทำร้ายเพื่อนคนนี้โดยการที่ทำให้คนที่ไม่รู้จักต้องมาเกลียดเพื่อนคนนั้น
เราขอให้เพื่อนคนนั้นเจอแต่สิ่งที่ดีๆ ..
และทุกคืนก่อนหน้าที่เราจะรู้ความจริงตรงนี้เราตื่นมาทีไรนํ้าตาจะไหลเสมอ.. ไม่รู้ทำไม แต่เราแค่รู้สึกว่า เราเสียใจ..
เพราะความเสียใจตรงนั้นเราเลยไม่คิดที่จะทำให้คนอื่นๆต้องเกลียดเพื่อนคนนี้ แต่เราไม่รู้หรอกนะว่าเพื่อนคนนั้นคิดเหมือนเราหรือเปล่า
หลังจากวันที่เราได้ร้องไห้ให้เพื่อนคนนี้อย่างหนักเราก็ไม่ร้องไห้ให้เพื่อนคนนี้อีกเลย..
และเอ๋ก็ได้บอกกับเราว่า "สักวันนึง โอกาสจะต้องมาหาตัวเองนะ เชื่อเค้า เหมือนกับที่เราได้เจอกัน"
จากที่เราไม่มีหนทางว่าจะได้ไปญี่ปุ่น ประมาณช่วงเดือนสิบเอ็ด ปีที่แล้ว เซนเซได้มาชวนเราไปญี่ปุ่น มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ เราบอกเอ๋คนแรก และเอ๋ก็บอกเราว่า เห็นมั้ย เค้าบอกตัวเองแล้วว่าโอกาสมันจะต้องมาหาเรา ตัวเองคว้ามันเอาไว้แล้วทำมันให้สำเร็จนะ เค้าจะอยู่เคียงข้างตัวเองอยู่ตรงนี้
ตัวเราก็รู้สึกรู้ซึ้ง ตอนที่เราเจอปัญหา ที่เข้ามาในชีวิต และโทรไปร้องไห้กับเอ๋ ไม่ว่าจะกี่โมง ไม่ว่าเอ๋จะอยู่ที่ไหน เอ๋ก็พร้อมที่จะรับฟังเราเสมอ.. เราโทรไปร้องไห้หาเอ๋บ่อยมากๆ เรื่องที่เราไปบังเอิญอ่านเจอคนที่ตามเราด่าเรา หรือคนที่มาต่อว่าเราแรงๆ มันหยุดคิดไม่ได้แล้วก็จะเครียด จนจะร้องไห้ออกมา
เอ๋ก็นั่งรับฟังเรา และเป็นกำลังใจให้เราเสมอมา.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เอ๋มักจะทำให้เรายิ้มได้เสมอจริงๆ ทุกอย่างที่เป็นชี่ เอ๋รู้ว่าเราชอบ เอ๋จะให้เราหมดทุกอย่าง ตอนนี้บ้านเราจึงมีโปสเตอร์ชี่อุ่นหนาฝาคั่งเต็มบ้านไปหมด ฮ่าๆๆ
จนสักพัก เราได้รู้จักกับมิน เรื่องบังเอิญอีกเช่นเคย ว่ามินนั้นเป็นแฟนฟิคของเรา และตามซื้อหนังสือฟิคที่เราขายด้วย มีเบอร์พร้อมเสร็จสรรพด้วยอีกต่างหาก ฮ่าๆ ไม่เคยคุยกันมากมาย แต่มีเฟซของกันและกัน
แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยมาก เพราะมินอายุน้อยกว่าเราหนึ่งปี และมินก็เรียกเราว่าพี่มาตลอด จนกระทั่งวันนึง เราเห็นมินอัพสถานะเศร้าๆ เราก็เลยเข้าไปทักเข้าไปคุย เข้าไปให้กำลังใจและจู่ๆมินก็เข้ามาขอทำบ้านด้วย
และเราก็ดีใจมากที่มีคนสนใจบ้านเรา และอยากจะทำด้วยมากขนาดนี้ เราก็ดีใจมากเลย และก็ต้อนรับดีมาก และจากนั้นเราก็สนิทกันมาเรื่อยๆ จนมาเจอฝ้ายเมื่อสิ้นปีที่แล้ว จริงๆแล้วเรารู้จักฝ้ายตั้งแต่มอต้น เพราะเราชอบโบอาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากเท่าไหร่ ฝ้ายเป็นคนที่เรียนเก่งมาก และมีความรู้รอบด้านมากๆ และเป็นพี่เราด้วย เราก็เลยรู้สึกเกร็งๆตลอดเวลาเลยที่คุย
แล้วในที่สุดวันนึงเราก็ขอเรียกฝ้ายเฉยๆ โดยไม่มีพี่ ฝ้ายโอเคเราก้เรียกมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย
จนถึงตอนนี้แล้ว มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งสุข ทุกข์ เศร้า เราก้อยู่เคียงข้างกันมาเสมอ เราอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมินเอ๋ฝ้ายให้มากกว่านี้ ไว้ถ้าเรามีเวลาว่างที่ญี่ปุ่นเราจะมาเขียนต่อ..
เพราะมีทั้งสามคนนี้อยู่เคียงข้าง เราถึงได้เข้มแข็งได้ และมีกำลังใจที่สู้ต่อไปได้ เวลาที่เราเศร้า ทุกคนจะโทรมาหา และอยู่คุยเป็นเพื่อน รับฟังคุยกันเกือบถึงเช้าก็มี
วันนี้เราไปเจอมินเอ๋ฝ้ายมา และสามคนนี้ก็เช่นเคย วางแผนกันทำของเซอร์ไพรส์เค้าอีกแล้ว เค้าก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอนอยู่บ้าน ตื่นสายอีกต่างหาก ฮ่าๆๆ
ของที่ทั้งสามคนให้ เป็นของที่ทั้งสามคนอยากให้เรานำไปที่ญี่ปุ่นด้วย
เราอ่านแล้วก็นํ้าตาไหลพราก ฮือ ไม่คิดว่าจะมีคนทำอะไรให้ขนาดนี้จริงๆT^T;;










ทุกสิ่งทุกอย่างมันบอกอะไรออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรารักเพื่อนๆทั้งสามคนมากจริงๆ
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะ..
เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถในประเทศที่เราอยากไปที่สุด ครั้งแรกของเรา
ประเทศญี่ปุ่น...

































